วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทีมฟุตบอล Arsanal

Arsenal

เริ่มก่อตั้งจนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สโมสรฟุตบอลอาร์เซน่อลเริ่มต้นขึ้น เมื่อกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธอาร์เซน่อลในแขวงวูลวิชของลอนดอน ตัดสินใจที่จะก่อตั้งทีมฟุตบอลของตนเองขึ้นมาในช่วงปลายปี 1886 สโมสรของพวกเขาลงเตะภายใต้ชื่อทีมไดอัล สแควร์ แมตช์แรกของทีมคือชัยชนะเหนือทีมอีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1886
หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็นรอยัล อาร์เซน่อล และยังคงแข่งขันในเกมอุ่นเครื่องและรายการท้องถิ่นต่อไป จนถึงปี 1891 สโมสรก็เปลี่ยนเป็นทีมฟุตบอลอาชีพและเปลี่ยนชื่อมาเป็นวูลวิช อาร์เซน่อล และได้เข้าร่วมการแข่งขันในฟุตบอลลีกเมื่อปี 1893 ทีมปืนใหญ่ย้ายเข้ามาเล่นในไฮบิวรี่เมื่อปี 1913 หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ลีกดิวิชั่น 1 ก็เพิ่มจำนวนทีมเป็น 22 ทีม และอาร์เซน่อลก็ได้รับการโหวตให้เข้าร่วมเตะในลีกสูงสุดนี้ด้วย และก็ไม่เคยถูกลดชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา
ในระหว่างทศวรรษ 1930 อาร์เซน่อลได้แชมป์ลีก 5 สมัย โดยแชมป์สมัยแรกมาถึงในปี 1931 ภายใต้การคุมทีมของเฮอร์เบิร์ต แช็ปแมน ในฤดูกาล 1932/33 และ 1934/35 อาร์เซน่อลก็ทำแฮตทริกแชมป์ (ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งในลีกสูงสุด) และในทศวรรษนี้เอง อาร์เซน่อลก็เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้อีก 3 ครั้ง โดยคว้าแชมป์มาครองได้ 2 ครั้ง และมีนักเตะระดับตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษอยู่ในทีมหลายคนในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น อเล็กซ์ เจมส์,เท็ด เดร็ค,คลิฟฟ์ บาสติน,เดวิด แจ๊ค,เอ๊ดดี้ แฮ็ปกู้ดและจอร์จ เมล ซึ่งล้วนแต่เป็นกำลังสำคัญของทีมที่ถือได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งที่เคยมีมาในฟุตบอลลีก น่าเศร้าที่แช็ปแมน ผู้จัดการทีม เสียชีวิตลงในปี 1934 แต่ก็มีคนเข้ามาสานต่อในสิ่งที่เขาสร้างไว้ต่อไป ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะทำให้การเดินหน้าของอาร์เซน่อลต้องหยุดชะงักลง
สงครามโลกครั้งที่สองจนถึงสหัสวรรษใหม่
ในปี 1947 ทอม วิทเทคเกอร์เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม และนำสโมสรประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง อาร์เซน่อลได้แชมป์ลีกในฤดูกาล 1947/48 และ 1952/53 และเป็นแชมป์เอฟเอคัพในปี 1950 และรองแชมป์ในปี 1952
ในทศวรรษที่ 60 เส้นทางของการนำถ้วยแชมป์เข้าสู่ถิ่นไฮบิวรี่เริ่มตีบตับ โดยการแพ้ในนัดชิงชนะเลิศลีกคัพสองครั้งในปี 1968 และ 1969 ถือว่าเป็นการก้าวเข้าใกล้ความสำเร็จมากที่สุดของทีมในตอนนั้น อย่างไรก็ตามในทศวรรษดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งเบอร์ตี้ มีเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1966 และในทศวรรษถัดมาเขาก็เป็นผู้ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าสำคัญหน้าหนึ่งให้กับอาร์เซน่อล ในฤดูกาล 1970/71 มีนำทีมปืนใหญ่คว้าดับเบิ้ลแชมป์ฟุตบอลลีกและเอฟเอคัพได้เป็นครั้งแรก โดยคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 มาครองได้หลังบุกไปพิชิตสเปอร์สถึงถิ่น และได้แชมป์เอฟเอคัพด้วยการแซงกลับมาชนะลิเวอร์พูล 2-1 ที่เวมบลีย์
ในปลายทศวรรษดังกล่าว เทอร์รี่ นีลล์นำอาร์เซน่อลเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้ 3 สมัยซ้อน และได้แชมป์ในปี 1979 โดยชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-2 จาก 5 นาทีสุดท้ายแห่งความทรงจำ ในปี 1980 อาร์เซน่อลเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศคัพวินเนอร์สคัพด้วยทีมที่มีทั้งเกรแฮม ริกซ์,แฟรงค์ สเตเปิลตัน,แพท ไรซ์,เดวิด โอเลียรี่และเลียม เบรดี้รวมอยู่ด้วย ในช่วงซัมเมอร์ปี 1986 จอร์จ เกรแฮม อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของทีมในชุดที่ได้ดับเบิ้ลแชมป์เมื่อปี 1971 ก็เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม และเขาก็นำความสำเร็จเข้าสู่ทีมได้อีกครั้ง โดยตัวจุดประกายการก้าวสู่ความสำเร็จของทีมในอนาคตมาถึงในฤดูกาล 1986/87 เมื่ออาร์เซน่อลเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ลีกคัพที่แข่งขันภายใต้ชื่อรายการว่าลิตเติ้ลวู้ดคัพไปครอง
นับเป็นครั้งแรกที่สโมสรคว้าแชมป์ลีกคัพไปครองได้ เกรแฮมเดินหน้านำทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาล 1988/89 ด้วยประตูชัยในนาทีสุดท้ายของไมเคิ่ล โธมัสที่ทำให้ทีมชนะลิเวอร์พูล 2-0 ที่แอนฟิลด์ แชมป์ลีกครั้งถัดไปมีขึ้นตามาในฤดูกาล 1990/91 ตามด้วยดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยในประเทศในปี 1993 และในที่สุดทีมก็ได้แชมป์คัพวินเนอร์สคัพมาครองโดยชนะปาร์ม่าในปี 1994 การจากไปของเกรแอมตามมาด้วยการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงสั้นๆของบรู๊ซ ริอ็อค ก่อนที่อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส จะเข้ามารับหน้าที่ในไฮบิวรี่ต่อ (กันยายน 1996) ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสรที่ไม่ใช่คนในเกาะอังกฤษ
ในฤดูกาล 1997/98 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่แบบเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรกของเวนเกอร์ที่ไฮบิวรี่ อาร์เซน่อลก็คว้าดับเบิ้ลแชมป์บอลลีกและเอฟเอคัพมาครองได้ นับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของสโมสร กุนซือชาวฝรั่งเศสรายนี้ยังคว้าตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองด้วย ฤดูกาลอันยิ่งใหญ่ของทีมในครั้งนั้นส่งผลดีต่อนักเตะฝรั่งเศสในทีมอย่างเอมมานูเอล เปอตีต์และปาทริก วิเอร่า ซึ่งเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติฝรั่งเศสชุดที่ได้แชมป์โลก สโมสรยังแยกทางเดินกับเอียน ไรท์ ซึ่งจากทีมไปด้วยการเป็นเจ้าของสถิติยิงประตูให้ทีมสูงสุด 185 ลูกในทุกรายการด้วย
อาร์เซน่อลเริ่มต้นฤดูกาล 1998/98 ด้วยกาคว้าแชมป์แชริตี้ชิลด์ไปครอง แต่ก็จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ชิพ และในฤดูกาลถัดไปก็ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยทั้งในแชริตี้ชิลด์และในลีก ฤดูกาล 1999/2000 อาร์เซน่อลออกสตาร์ทด้วยการพิชิตแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในแชริตี้ชิลด์ แต่ก็จบฤดูกาลได้อย่างน่าผิดหวังโดยแพ้ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพต่อกาลาตาซาราย ในซัมเมอร์นั้นเองโชคชะตาของดาวเตะชาวฝรั่งเศสของอาร์เซน่อลก็พลิกผันบ้าง เมื่อวิเอร่าและอองรี รวมถึงนักเตะที่ย้ายมาใหม่อย่างซิลแว็ง วิลตอร์และโรแบร์ ปิแรส ช่วยให้ทีมชาติของตนคว้าแชมป์ยูโร 2000 ไปครองได้ อาร์เซน่อลจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์ทั้งในลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาล 2000/01 ทีมปืนใหญ่ยังผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้เป็นครั้งแรก แต่ก็ตกรอบไปด้วยน้ำมือของบาเลนเซีย ซึ่งผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในปีนั้น
สี่ปีหลังจากอาร์แซน เวนเกอร์นำทีมอาร์เซน่อลคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาครองได้ เขาก็สร้างประวัติศาสตร์นำทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้เป็นครั้งที่สองในฤดูกาล 2001/02 โดยอาร์เซน่อลคว้าแชมป์แรกมาครองด้วยการชนะเชลซี 2-0 ในมิลเลนเนียม สเตเดี้ยม ก่อนที่ทีมปืนใหญ่จะจบฤดูกาลนั้นโดยทำสถิติชนะติดต่อกัน 13 นัด คว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 12 ไปครองเมื่อยังเหลือเกมอีกหนึ่งนัด โดยแมตช์สำคัญคือการบุกไปชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด 1-0 อาร์แซน เวนเกอร์ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปี ขณะที่โรแบร์ ปิแรสก็คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าว ในฤดูกาลถัดไปอาร์เซน่อลพลาดการป้องกันแชมป์ไว้ได้อย่างน่าเสียดาย แต่ทีมปืนใหญ่ก็เป็นสโมสรแรกในรอบกว่า 20 ปีที่ป้องกันแชมป์เอฟเอคัพไว้ได้ด้วยการเฉือนชนะเซาแธมป์ตัน 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ
เธียร์รี่ อองรีได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมทั้งของพีเอฟเอและสมาคมผู้สื่อข่าวในฤดูกาลที่เขาทำสถิติยิงประตูให้ทีมได้ครบ 100 ลูกอย่างที่เดนนิส เบิร์กแคมป์ทำได้ไปก่อนแล้ว ฤดูกาล 2003/04 อาร์เซน่อลคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพกลับมาครองได้อีกสมัยโดยไม่แพ้ใครเลยตลอดฤดูกาล โดยทำคะแนนทิ้งเชลซี ทีมอันดับสอง ไปถึง 11 แต้ม อาร์เซน่อลทำลายสถิติต่างๆมากมายบนเส้นทางสู่แชมป์ลีกสมัยที่ 13 ของทีม เชส ฟาเบรกาส มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวสเปน ย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคม และจบฤดูกาลด้วยการทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของอาร์เซน่อลที่ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่และเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้ทีมได้ โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส ดาวเตะชาวสเปนอีกคน ก็ปรับตัวเข้ากับการลงเตะให้อาร์เซน่อลได้เป็นอย่างดี ในระหว่างที่สโมสรเดินหน้าคว้าแชมป์ลีกครั้งที่สองในรอบสหัสวรรษใหม่ไปครอง
อาร์เซน่อลเกือบจะทำสถิติที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 4 แต่ก็ไปพลาดท่าแพ้ในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพเสียก่อน ส่วนเส้นทางของทีมในแชมเปี้ยนส์ลีกก็สิ้นสุดลงในรอบก่อนรองชนะเลิศ ขณะที่นักเตะดาวรุ่งนำทีมผ่านเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายของคาร์ลิ่งคัพ ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2004 ที่โปรตุเกสมีนักเตะอาร์เซน่อลหลายคนเข้าร่วมการแข่งขันให้กับทีมชาติของตน และนักเตะอย่างซิลแว็ง วิลตอร์,คานูและกองหลังผู้เป็นตำนานอย่างมาร์ติน คีโอว์นก็ต้องอำลาทีมไป ส่วนนักเตะใหม่ที่ย้ายเข้ามาได้แก่โรบิน ฟาน เพอร์ซี่,มานูเอล อัลมูเนียและมาติเยอ ฟลามินี่
อาร์เซน่อลพลาดการคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2004/05 โดยทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ทำคะแนนได้ถึง 83 แต้ม ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการเป็นที่หนึ่งของตารางได้อย่างสบายเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น แต่เชลซีเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกไปครองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีของพวกเขาหลังจากโกยคะแนนไปได้ถึง 95 แต้ม ทีมปืนใหญ่ยังต้องตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกไปในรอบ 8 ทีมสุดท้ายโดยแพ้บาเยิร์น มิวนิคด้วยประตูรวม 2-3 แต่ก็ยังไม่จบฤดูกาลด้วยมือเปล่าเมื่อคว้าแชมป์เอฟเอคัพไปครองได้หลังจากดวลจุดโทษชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น